top of page
  • Facebook
  • TikTok
  • Instagram
  • Line
  • Youtube

BMW M 1000 RR ปี 2027 อัปเกรดเฟรมใหม่จากสนามแข่ง WorldSBK เบาลง 1.3 กก. เพิ่มความคล่องตัวและแม่นยำในการเข้าโค้ง!

รูปภาพนักเขียน: mediamotogroup
mediamotogroup
26 ต.ค.
ยาว 2 นาที

BMW Motorrad ยกระดับซูเปอร์ไบค์เรือธง M 1000 RR ปี 2027 ด้วยเฟรม M Motorsport เจเนอเรชันที่ 3 ถ่ายทอดเทคโนโลยีจากการแข่งขัน World Superbike Championship (WorldSBK) สู่รถเวอร์ชันจำหน่ายจริง ชูจุดเด่นน้ำหนักเบาลง 1.3 กิโลกรัม พร้อมโครงสร้างที่ยืดหยุ่นและตอบสนองต่อการควบคุมได้ดียิ่งขึ้น



BMW Motorrad เดินหน้ายกระดับสมรรถนะซูเปอร์ไบค์ตัวแรงอย่าง BMW M 1000 RR รุ่นปี 2027 ด้วยการเปิดตัวเฟรมอะลูมิเนียม M Motorsport เจเนอเรชันที่ 3 ซึ่งได้รับการพัฒนาจากประสบการณ์ในสนามแข่ง WorldSBK ผสมผสานเทคโนโลยีการออกแบบด้วยระบบดิจิทัลและกระบวนการผลิตที่มีความแม่นยำสูง


ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การลดน้ำหนักเฟรมลงประมาณ 1.3 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยสามารถลดความหนาของผนังเฟรมได้สูงสุดถึง 30% แต่ยังคงความแข็งแกร่งของโครงสร้างในตำแหน่งสำคัญ เพื่อรองรับแรงกระทำจากการเบรก การเร่งความเร็ว และการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง


เฟรมใหม่ไม่ได้แค่เบา แต่ยืดหยุ่นเพื่อการเข้าโค้งที่ดีกว่าเดิม

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของการพัฒนาเฟรม M Motorsport รุ่นใหม่นี้ คือการสร้างสมดุลระหว่างความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของโครงสร้าง


BMW ออกแบบให้เฟรมสามารถบิดตัวในแนวด้านข้างได้ในระดับที่เหมาะสมขณะรถเอียงเข้าโค้ง ช่วยให้เฟรมทำงานร่วมกับระบบกันสะเทือนในการดูดซับแรงกระแทกจากพื้นผิวถนนหรือสนามแข่งที่ไม่เรียบ


เนื่องจากขณะเข้าโค้งด้วยองศาเอียงสูง ระบบกันสะเทือนจะรับแรงกระแทกในมุมที่แตกต่างจากการขับขี่ทางตรง ความยืดหยุ่นของเฟรมจึงเข้ามามีบทบาทในการช่วยรักษาการสัมผัสระหว่างยางกับพื้นถนนให้สม่ำเสมอมากขึ้น


BMW ระบุว่าแนวทางนี้ช่วยเพิ่มความรู้สึกในการควบคุมและการตอบสนองจากตัวรถไปยังผู้ขับขี่ รวมถึงช่วยให้ยางสึกหรออย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ความแข็งแกร่งในแนวยาวยังช่วยรักษาเสถียรภาพขณะเบรกหนักและเร่งความเร็วออกจากโค้ง


นอกจากนี้ น้ำหนักที่ลดลงยังช่วยให้ M 1000 RR เปลี่ยนทิศทางได้คล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะการพลิกรถเข้าโค้งซ้ายและขวาต่อเนื่อง ซึ่งเป็นจุดสำคัญสำหรับรถซูเปอร์ไบค์สมรรถนะสูง



ถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก WorldSBK สู่รถโปรดักชัน

เบื้องหลังการพัฒนาเฟรมรุ่นใหม่นี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับประสบการณ์ของ BMW ในการแข่งขัน World Superbike Championship


ย้อนกลับไปในฤดูกาล 2024 BMW เคยพัฒนาเฟรมที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับการแข่งขัน ภายใต้กฎ Superconcession ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตที่เข้าเงื่อนไขสามารถปรับปรุงชิ้นส่วนบางรายการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน


ในปีเดียวกัน Toprak Razgatlioglu สามารถคว้าแชมป์โลกประเภทนักแข่ง WorldSBK มาครองได้สำเร็จ นับเป็นแชมป์โลกประเภทนักแข่งครั้งแรกของ BMW ในรายการนี้


อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นปี 2025 มีรายงานว่า Dorna และ FIM ไม่อนุญาตให้ใช้แชสซีที่ได้รับการดัดแปลงดังกล่าว หลังจากมีข้อคัดค้านจากผู้ผลิตคู่แข่งเกี่ยวกับความแตกต่างจากรถเวอร์ชันจำหน่ายจริง ส่งผลให้ BMW ต้องกลับมาใช้เฟรมตามข้อกำหนดของรถโปรดักชัน


แม้จะมีข้อจำกัดดังกล่าว Razgatlioglu ก็ยังสามารถป้องกันตำแหน่งแชมป์โลก WorldSBK ได้สำเร็จในปี 2025 ก่อนย้ายไปแข่งขัน MotoGP ในฤดูกาล 2026


สำหรับปี 2027 BMW ได้นำแนวคิดเฟรมที่พัฒนาจากสนามแข่งมาปรับใช้กับ M 1000 RR เวอร์ชันจำหน่ายจริง ทำให้มีพื้นฐานโครงสร้างรถที่สามารถนำไปต่อยอดสำหรับการแข่งขันภายใต้ข้อกำหนดของรายการต่าง ๆ ได้อีกครั้ง



ใช้โรงงาน BMW ถึง 3 แห่งในเยอรมนีร่วมกันผลิต

ความพิเศษของเฟรม M Motorsport เจเนอเรชันที่ 3 ไม่ได้มีเพียงการออกแบบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกระบวนการผลิตที่ต้องอาศัยความแม่นยำสูง โดย BMW ใช้ศูนย์พัฒนาและโรงงานในประเทศเยอรมนีรวม 3 แห่ง


เริ่มต้นจากศูนย์ BMW Motorrad Development ในเมืองมิวนิก ซึ่งรับหน้าที่ออกแบบรูปทรงเฟรม ความหนาของผนังอะลูมิเนียม และการกระจายความแข็งแกร่งของโครงสร้างผ่านระบบดิจิทัล ก่อนนำไปทดสอบด้วยโปรแกรมจำลองทางวิศวกรรม แท่นทดสอบ และการขับขี่จริง


จากนั้น BMW Group Plant Landshut จะรับหน้าที่ผลิตชิ้นส่วนอะลูมิเนียมหล่อหลักจำนวน 4 ชิ้น ประกอบด้วยส่วนคอเฟรม โครงสร้างด้านซ้าย ด้านขวา และส่วนท้าย


กระบวนการผลิตใช้เทคนิค Low-Pressure Casting หรือการหล่อด้วยแรงดันต่ำ เพื่อควบคุมการไหลของอะลูมิเนียมหลอมเหลวเข้าสู่แม่พิมพ์ ลดโอกาสเกิดฟองอากาศภายในชิ้นงาน พร้อมใช้แกนทรายควอตซ์สร้างโพรงภายในเฟรม เพื่อให้ได้โครงสร้างผนังบางและน้ำหนักเบา


ชิ้นส่วนทั้งหมดต้องผ่านการตรวจสอบด้วยรังสีเอกซ์ การวัดความหนา และการตรวจสอบขนาดอย่างละเอียด ก่อนส่งไปยัง BMW Group Plant Berlin


ที่โรงงานเบอร์ลิน ชิ้นส่วนทั้ง 4 จะถูกเชื่อมประกอบเข้าด้วยกันด้วยเทคนิค TIG Welding ก่อนผ่านกระบวนการเคลือบป้องกันการกัดกร่อน และกัดแต่งจุดยึดต่าง ๆ ให้ได้ขนาดตามข้อกำหนด พร้อมตรวจสอบความแม่นยำอีกครั้งก่อนเข้าสู่สายการประกอบรถ



BMW M 1000 RR ปี 2027 เพิ่มล้อ M Forged Wheels เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

นอกจากเฟรมใหม่แล้ว BMW ยังปรับปรุงอุปกรณ์ของ M 1000 RR รุ่นปี 2027 โดยติดตั้งล้อ M Forged Wheels เป็นอุปกรณ์มาตรฐานจากโรงงาน


พร้อมปรับรูปแบบแพ็กเกจตกแต่งใหม่ จากเดิมที่ใช้ชื่อ M Competition Package เปลี่ยนมาเป็น M Track จำนวน 2 รูปแบบ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกการตกแต่งได้ตามความต้องการ ทั้งรูปแบบที่มาพร้อมล้อ M Carbon Wheels และรูปแบบที่ไม่มีล้อคาร์บอน


สำหรับกำหนดการจำหน่าย BMW เริ่มเปิดรับคำสั่งซื้อตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2026 แต่ตามข้อมูลในรายงานนี้ยังไม่มีการประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของรุ่นปี 2027


สรุป: BMW M 1000 RR ปี 2027 ยกระดับเทคโนโลยีจากสนามแข่งสู่ท้องถนน

การพัฒนาเฟรม M Motorsport เจเนอเรชันที่ 3 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ BMW Motorrad ในการนำองค์ความรู้จากสนามแข่ง WorldSBK มาต่อยอดสู่รถซูเปอร์ไบค์เวอร์ชันจำหน่ายจริง

แม้น้ำหนักเฟรมที่ลดลง 1.3 กิโลกรัมอาจดูไม่มากนัก แต่เมื่อผสานกับการออกแบบความยืดหยุ่นของโครงสร้างอย่างแม่นยำ ก็มีเป้าหมายเพื่อช่วยเพิ่มความคล่องตัว เสถียรภาพ และความมั่นใจในการควบคุมรถที่ความเร็วสูง


ทั้งหมดนี้ทำให้ BMW M 1000 RR ปี 2027 เป็นอีกหนึ่งซูเปอร์ไบค์ที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีระดับสนามแข่งมาใช้กับรถที่ผู้ขับขี่ทั่วไปสามารถเป็นเจ้าของได้

ความคิดเห็น


bottom of page