top of page
  • Facebook
  • TikTok
  • Instagram
  • Line
  • Youtube

Royal Enfield Goan Classic 350 เปิดตัวสีใหม่ Purple Haze เติมสีสันสาย Bobber คลาสสิก ราคา 172,900 บาท

รูปภาพนักเขียน: mediamotogroup
mediamotogroup
20 มิ.ย.
ยาว 2 นาที

Royal Enfield ประเทศไทย เปิดตัวสีใหม่ของ Goan Classic 350 อย่างเป็นทางการ กับเฉดสี Purple Haze สีม่วงเมทัลลิกสุดโดดเด่นที่เข้ามาเติมความสดใหม่ให้กับไลน์อัปของรถคลาสสิกสไตล์ Bobber รุ่นนี้ พร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการที่ 172,900 บาท ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการรถคลาสสิกที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร


Bobber สายชิลล์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมคัสตอมแห่งกัว

Goan Classic 350 ได้รับแรงบันดาลใจจากรถคัสตอมสไตล์ Bobber ที่ได้รับความนิยมในรัฐกัว (Goa) ประเทศอินเดีย ดินแดนแห่งการท่องเที่ยวริมชายหาด ดนตรี และวัฒนธรรมอิสระที่มีสีสัน โดย Royal Enfield ได้นำคาแรกเตอร์เหล่านั้นมาตีความใหม่บนพื้นฐานของ Classic 350 ให้มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น


จุดสังเกตสำคัญคือซุ้มล้อแบบตัดสั้น (Chopped Fenders) เบาะเดี่ยวทรงต่ำ ล้อซี่ลวดพร้อมยางขอบขาว และแฮนด์ทรง Ape Hanger ที่ยกสูงกว่าปกติ ช่วยสร้างภาพลักษณ์แบบ Bobber ได้อย่างชัดเจน พร้อมให้ท่านั่งขับขี่ที่ผ่อนคลาย เหมาะสำหรับการขี่ท่องเที่ยวและใช้งานในชีวิตประจำวัน


Purple Haze สีใหม่ที่สะดุดตาที่สุดในตระกูล

ไฮไลต์สำคัญของการเปิดตัวครั้งนี้คือสี Purple Haze สีม่วงเมทัลลิกเข้มที่สะท้อนแสงได้อย่างสวยงาม ให้ความรู้สึกแตกต่างจากสีรถคลาสสิกทั่วไปอย่างชัดเจน

สีใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อสื่อถึงความเป็นอิสระ ความสนุก และจิตวิญญาณแห่งการเดินทางในแบบฉบับ Goan Classic 350 ขณะที่ยังคงรักษากลิ่นอายความคลาสสิกเอาไว้อย่างครบถ้วน

นอกจาก Purple Haze แล้ว Goan Classic 350 ยังมีสีอื่นให้เลือก ได้แก่

  • Purple Haze

  • Shack Black

  • Trip Teal

  • Rave Red


เครื่องยนต์ J-Series ขี่ง่าย ใช้งานได้ทุกวัน

แม้ภายนอกจะโดดเด่นด้วยสไตล์ Bobber แต่หัวใจของ Goan Classic 350 ยังคงใช้เครื่องยนต์ J-Series ที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วจาก Classic 350 และ Meteor 350

เครื่องยนต์สูบเดี่ยวขนาด 349 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศและน้ำมัน ให้กำลังสูงสุด 20.2 แรงม้า ที่ 6,100 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 27 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ 5 สปีด จุดเด่นของเครื่องยนต์บล็อกนี้คือความนุ่มนวลในการทำงาน แรงบิดมาในรอบต่ำ ขี่ง่าย ไม่จุกจิก และเหมาะกับการเดินทางท่องเที่ยวหรือใช้งานในเมืองได้อย่างลงตัว


ฟีเจอร์ร่วมสมัยบนพื้นฐานความคลาสสิก

แม้จะเน้นรูปลักษณ์ย้อนยุค แต่ Goan Classic 350 ก็ยังติดตั้งเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานยุคปัจจุบันมาอย่างครบครัน


แฮนด์ Ape-Style

แฮนด์ทรงยกสูงช่วยเพิ่มคาแรกเตอร์ความเป็น Bobber และช่วยให้ผู้ขับขี่อยู่ในท่าทางที่ผ่อนคลายมากขึ้น โดยลดแรงกดที่หัวไหล่และหลังส่วนบนเมื่อต้องเดินทางไกล


เบาะเดี่ยวทรงต่ำ

เบาะนั่งแบบ Bobber ถูกออกแบบให้มีความสูงเพียง 750 มิลลิเมตร ช่วยให้ผู้ขี่ส่วนใหญ่สามารถวางเท้าได้อย่างมั่นใจ และยังช่วยเสริมบุคลิกให้รถดูเตี้ยและยาวมากขึ้น


ล้อซี่ลวด Tubeless พร้อมยางขอบขาว

อีกหนึ่งจุดเด่นคือการใช้ล้อซี่ลวดอลูมิเนียมแบบ Edge-Laced ที่รองรับยาง Tubeless ได้จากโรงงาน ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งานจริงและลดปัญหาจากการรั่วซึมของยางเมื่อเทียบกับล้อซี่ลวดแบบดั้งเดิม


ระบบไฟ Full LED

Goan Classic 350 มาพร้อมไฟหน้า LED รวมถึงไฟเลี้ยว LED รอบคัน ให้ประสิทธิภาพในการส่องสว่างที่ดีขึ้น พร้อมประหยัดพลังงานมากกว่าเดิม


หน้าปัดเรโทรพร้อม Tripper Navigation

ยังคงเอกลักษณ์ของมาตรวัดแบบอนาล็อกผสานหน้าจอ LCD ดิจิทัล พร้อมระบบ Tripper Navigation ที่ช่วยแสดงเส้นทางผ่านสมาร์ตโฟน เพิ่มความสะดวกสำหรับสายท่องเที่ยว


ราคาและการวางจำหน่าย

Royal Enfield Goan Classic 350 สีใหม่ Purple Haze พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีราคาแนะนำอยู่ที่ 172,900 บาท


สำหรับผู้ที่มองหารถคลาสสิกที่มีคาแรกเตอร์แตกต่างจาก Classic 350 ทั่วไป Goan Classic 350 ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่น่าสนใจ ด้วยการผสมผสานระหว่างสไตล์ Bobber อันโดดเด่น ความเรียบง่ายของเครื่องยนต์ J-Series และสีสันใหม่อย่าง Purple Haze ที่ช่วยให้รถคันนี้สะดุดตากว่าที่เคย


Royal Enfield Goan Classic 350 ไม่ได้เป็นเพียงรถสำหรับการเดินทาง แต่คือรถสำหรับคนที่อยากใช้ชีวิตในจังหวะของตัวเอง ตามแนวคิด "Stay Wild. Stay Classic."



SPECIFICATIONS


เครื่องยนต์ (Engine)

ความจุเครื่องยนต์

349 ซีซี

ประเภทเครื่องยนต์

สูบเดี่ยว 4 จังหวะ

ระบบจ่ายเชื้อเพลิง

หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ (EFI)

ระบบวาล์ว

SOHC

ระบบระบายความร้อน

Air-Oil Cooled

ขนาดกระบอกสูบ x ช่วงชัก

72 x 85.8 มม.

อัตราส่วนกำลังอัด

9.5 : 1

จำนวนวาล์ว

2 วาล์ว

กำลังสูงสุด

20.2 แรงม้า

รอบกำลังสูงสุด

6,100 รอบ/นาที

แรงบิดสูงสุด

27 นิวตันเมตร

รอบแรงบิดสูงสุด

4,000 รอบ/นาที

รอบเครื่องยนต์สูงสุด

7,000 รอบ/นาที

อัตราสิ้นเปลือง

36.2 กม./ลิตร

คลัตช์

Wet Multiplate

ระบบเกียร์

5 สปีด

อัตราทดเกียร์ (Gear Ratios)

อัตราทดปฐมภูมิ

2.313

เกียร์ 1

2.615

เกียร์ 2

1.706

เกียร์ 3

1.300

เกียร์ 4

1.040

เกียร์ 5

0.875

อัตราทดเฟืองท้าย

2.800

โครงสร้างตัวรถ (Chassis)

น้ำหนักพร้อมใช้งาน

197 กก.

น้ำหนักไม่รวมเชื้อเพลิง

188 กก.

น้ำหนักบรรทุกสูงสุด

178 กก.

น้ำหนักรวมสูงสุด (GVW)

375 กก.

ความจุถังน้ำมัน

13 ลิตร

ความสูงเบาะ

750 มม.

ระยะห่างจากพื้น

170 มม.

มุมคอรถ (Rake)

26°

ระยะเทรล (Trail)

110 มม.

Fork Offset

44.5 มม.

มุมเลี้ยวสูงสุด

43°

ระยะฐานล้อ

1,400 มม.

ล้อและยาง (Wheels & Tyres)

ยางหน้า

100/90-19 63P Tubeless

ขอบล้อหน้า

2.15 x 19 นิ้ว

ยางหลัง

130/90-16 74P Tubeless

ขอบล้อหลัง

3.00 x 16 นิ้ว

แรงดันลมยางหน้า

22 PSI

แรงดันลมยางหลัง

25 PSI

ช่วงล่าง (Suspension)

โช้กหน้า

เทเลสโคปิก 41 มม.

ระยะยุบหน้า

130 มม.

โช้กหลัง

Twin Tube Emulsion ปรับพรีโหลด 6 ระดับ

ระยะยุบล้อหลัง

105.3 มม.

เฟรม

Twin Downtube Spine Frame

ระบบเบรก (Brakes)

เบรกหน้า

ดิสก์ 300 มม. คาลิเปอร์ลอย 2 ลูกสูบ

เบรกหลัง

ดิสก์ 270 มม. คาลิเปอร์ลอย 1 ลูกสูบ

ระบบ ABS

Dual Channel ABS

มิติตัวรถ (Dimensions)

ความยาว

2,130 มม.

ความกว้าง (ไม่รวมกระจก)

825 มม.

ความสูง (ไม่รวมกระจก)

1,200 มม.

ระบบไฟฟ้า (Electrical)

ระบบไฟฟ้า

12V DC

แบตเตอรี่

12V 8Ah VRLA Maintenance Free

ไฟหน้า

LED 22/15W

ไฟท้าย

LED 12V 2.8/1.4W

ไฟเลี้ยว

LED 12V 1.4W



ความคิดเห็น


bottom of page